
ของใช้ส่วนตัวต้องเสียภาษีไหม? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเข้า คำว่า “ของใช้ส่วนตัว” ไม่ได้หมายความว่าเป็นของที่นำเข้าแล้วไม่ต้องเสียภาษีเสมอไป กรมศุลกากรแยกกรณีของใช้ส่วนตัวของผู้เดินทางที่ นำติดตัวเข้ามาพร้อมกับตน ออกจากกรณี สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศแล้วให้จัดส่งเข้ามาในประเทศไทย
ดังนั้น หากซื้อสินค้าจากจีนมาใช้เอง สิ่งสำคัญคือควรดูว่า นำเข้ามาอย่างไร ไม่ใช่ดูเพียงว่าสินค้านั้น “ซื้อมาใช้เอง” หรือไม่
1. ของใช้ส่วนตัวที่นำติดตัวกลับมาจากต่างประเทศ
กรณีที่เราเดินทางไปประเทศจีน แล้วซื้อของกลับมาพร้อมกับตัวเอง เช่น- เสื้อผ้า
- รองเท้า
- กระเป๋า
- เครื่องสำอาง
- นาฬิกา
- หนังสือ
- ของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ
- นำเข้ามาเพื่อใช้ส่วนตัว
- มีปริมาณพอสมควร
- ไม่ใช่การนำเข้ามาเพื่อการค้า
- ไม่เป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัด
- มูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับสิทธิยกเว้นของใช้ส่วนตัวของผู้โดยสารตามหลักเกณฑ์ที่กรมศุลกากรเผยแพร่
2. “ใช้เอง” แต่มีจำนวนมาก อาจไม่ได้รับยกเว้น
จุดนี้สำคัญมาก คำว่า “ใช้เอง” ไม่ได้เป็นเงื่อนไขเดียวในการพิจารณา กรมศุลกากรพิจารณาด้วยว่า สินค้ามี ปริมาณพอสมควรสำหรับใช้ส่วนตัว หรือมีลักษณะเป็นการค้า ตัวอย่างเช่น- ซื้อปากกา 1,000 แท่ง
- ซื้อหมวก 10 ใบ
- ซื้อรองเท้า 5 คู่
ดังนั้น ใช้เอง ≠ ไม่เสียภาษีเสมอไป สิ่งสำคัญคือ ประเภท ปริมาณ มูลค่า และลักษณะการนำเข้า
3. แล้วถ้าสั่งของจากจีนมาใช้เองล่ะ?
กรณีนี้แตกต่างจากการซื้อของแล้วนำติดตัวกลับมาตัวอย่างเช่น สั่งรองเท้าจากจีน 1 คู่ สั่งกระเป๋าจากจีน 1 ใบ สั่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากจีน 1 ชิ้น แล้วให้ร้านค้าจีนส่งมายังประเทศไทย แม้ว่าสินค้าเหล่านี้จะ ซื้อมาใช้เอง ไม่ได้ขายต่อ แต่ในทางศุลกากรถือเป็น การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
กรมศุลกากรระบุว่า การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทาง Internet แล้วให้ผู้ขายจัดส่งทางไปรษณีย์หรือบริษัทขนส่งด่วน ถือเป็นการนำเข้า และผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษี ข้อห้าม และข้อจำกัดในการนำเข้า
ดังนั้น ซื้อมาใช้เอง ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องเสียภาษี
4. สั่งของจากจีนมาใช้เอง ต้องเสียภาษีเท่าไร?
ภาษีที่ต้องชำระขึ้นอยู่กับ ประเภทสินค้าและพิกัดศุลกากร (HS Code) โดยทั่วไปต้องพิจารณาอย่างน้อย- ราคาสินค้า
- ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
- ค่าประกันภัย หากมี
- ราคาศุลกากรหรือ CIF
- HS Code
- อัตราอากรขาเข้า
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ถ้ามี
5. แล้วของราคาไม่ถึง 1,500 บาทล่ะ?
เรื่องนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหลักเกณฑ์มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ 5 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นมา กรมศุลกากรเริ่มจัดเก็บ VAT สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยกรมศุลกากรระบุว่ามาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท และมีการจัดเก็บ VAT แล้ว ปัจจุบันในปี 2569 อัตรา VAT ยังคงอยู่ที่ 7% และกรมสรรพากรได้ขยายเวลาการใช้อัตรา 7% ไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2570ดังนั้น ไม่ควรใช้ข้อมูลเก่าแบบ “ของนำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ไม่เสียภาษี” โดยไม่ระบุว่าเป็น ภาษีประเภทใดและใช้กับช่วงเวลาใด
สิ่งที่ควรจำ
มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ≠ ไม่เสียภาษีทุกประเภท โดยเฉพาะ VAT ซึ่งมีการจัดเก็บแล้วตั้งแต่ปี 2567 ส่วนการยกเว้น อากรขาเข้า และขั้นตอนพิธีการ ต้องพิจารณาตามช่องทางและหลักเกณฑ์ที่ใช้กับการนำเข้าแต่ละประเภท ไม่ควรเหมารวมว่า “ไม่เกิน 1,500 บาท = ไม่เสียภาษีทั้งหมด”
6. ของใช้ส่วนตัวที่ส่งทางไปรษณีย์จากจีน
อีกกรณีหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือ “ถ้าเป็นของใช้ส่วนตัวและส่งทางไปรษณีย์ จะไม่เสียภาษี” จริง ๆ แล้ว การส่งทางไปรษณีย์ถือเป็นการนำเข้าอีกประเภทหนึ่ง กรมศุลกากรมีระบบพิธีการสำหรับสิ่งของที่นำเข้าทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะ และมีการแบ่งประเภทของสิ่งของตามมูลค่าและเงื่อนไขต่าง ๆดังนั้น แม้จะเป็น
- ของใช้ส่วนตัว
- ของที่ซื้อมาใช้เอง
- ของที่สั่งจากจีน
- ของชิ้นเดียว
สรุป ของใช้ส่วนตัวต้องเสียภาษีไหม?
คำตอบที่ถูกต้องคือ “ของใช้ส่วนตัวอาจได้รับยกเว้นภาษีในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าของทุกอย่างที่ซื้อมาใช้เองจะไม่ต้องเสียภาษี” หัวใจสำคัญคือ วิธีการนำเข้า ถ้านำติดตัวกลับมากับผู้โดยสาร ของใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณพอสมควร ไม่ใช่ของต้องห้าม/ต้องกำกัด และมูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท สามารถเข้าเกณฑ์ยกเว้นอากรตามหลักเกณฑ์ของกรมศุลกากรได้ถ้าสั่งจากจีนแล้วส่งมาไทย แม้จะซื้อมา ใช้เองเพียงชิ้นเดียว ก็ยังถือเป็นการนำเข้า และต้องพิจารณาภาษีและพิธีการตามประเภทสินค้าและช่องทางนำเข้า ถ้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ไม่ควรสรุปว่า “ไม่เสียภาษี” เพราะปัจจุบันมีการจัดเก็บ VAT สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท แล้ว และอัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7%
ดังนั้น ก่อนสั่งของจากจีนมาใช้เอง ควรตรวจสอบทั้ง HS Code, มูลค่าสินค้า, ช่องทางนำเข้า, อัตราอากร และ VAT เพื่อให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงก่อนสั่งซื้อ



